ไม่ได้มาอัพเดทกันซะนานเลย มางวดนี้ก็เลยเอาประสบการณ์ที่ไปญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังครับ นอกจากภารกิจของบริษัทส่วนหนึ่งที่จะต้องไปจัดการแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับการไปญี่ปุ่นก็คือการไปซื้อหนังสือครับ เนื่องจากว่าอย่างที่รู้กันอยู่ว่าบ้านเราการซื้อหนังสือผ่านทางไม่ว่าจะร้าน Kinokuniya หรือว่า Tokyodo ก็ตามที เรทราคาหนังสือนั้นจะอยู่ที่ระดับ 0.5 - 0.55 แม้ว่าจะมีบัตรสมาชิกลดราคาแล้วก็ตาม แต่ว่าสำหรับหนังสือในญี่ปุ่นแล้วถ้าคุณมีโอกาสไปถึงยังร้านอย่าง Book Off แล้วละก็การ์ตูนฉบับรวมเล่มสภาพดีๆ เล่มละ 100 เยน มีให้เลือกไม่อั้นครับ ยิ่งถ้ารวมค่าส่งแบบ Sea Mail (เขาจะเรียกว่า Surface) กลับมาแล้วก็ยังถือว่าคุ้มค่ากว่าการซื้อในบ้านเราเยอะครับ ในฐานะที่ผมเองได้มีโอกาสไปหลายๆ ครั้งและส่วนมากจะเสียเงินกับการซื้อหนังสือมือสองและการหยอด PRIZE (อันนี้คิดว่าชั่วโมงบินสูงมากแล้ว เอาไว้จะมาเล่าให้ฟังทีหลังครับ) ก็เลยจะมาเล่าสู่กันฟังถึงการไปซื้อหนังสือจากแหล่งที่ผมคิดว่าโอเคมากๆ สำหรับการไปซักครั้งนึงอย่าง NAKANO ให้ฟังครับ (ทำไมถึงโอเคมากๆ จะบอกให้ฟังครับ)

Railway to Nakano
สำหรับ NAKANO นั้นเมืองสถานีที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของโตเกียวครับ ถ้าใครได้พักไปญี่ปุ่นแล้วพักอยู่แถว Ikebukuro (อิเคบุคุโระ) หรือว่า Shinjuku (ชินจูกุ) แล้วละก็ถือว่าสะดวกสำหรับการเดินทางไปมากครับ เพราะว่านั่งรถไฟไปแป้บเดียวก็ถึง โดยถ้ามาจากสถานี Shinjuku แล้วสามารถนั่งรถไฟแบบด่วน Chuo Line (Rapid Service) สายสีส้ม ประมาณชานชลาที่ 7-8 ประมาณนี้ ก็จะมาถึงในอึดใจเดียวเพราะว่าเขาจะวิ่งข้ามสถานีอื่นๆ ครับมาถึงในป้ายเดียวครับ ส่วนอิเคะบุคุโระนั้นท่านจะต้องนั่งรถไฟสาย JR Yamanote เปลี่ยนมาสถานี Takadanobaba แล้วก็เปลี่ยนมานั่งรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro ก็จะถึงได้ ที่ผมแนะนำเฉพาะคนที่พักแถวนี้ก็เพราะว่าหากท่านมาจากพวก Asakusa หรือว่าพวกเมืองที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกมันจะไม่ค่อยคุ้มครับ เพราะท่านต้องเสียเวลาเปลี่ยนรถ นั่งรถข้ามเมือง แถมถ้าอยู่แถวนั้นจริงๆ ไป Akihabara เถอะครับ สะดวกกว่าเยอะ
จริงๆ แล้วสำหรับท่านที่อยู่แถว Ikebukuro จริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมาก็ได้ครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วแถวโรงแรม Sunshine ที่คนไทยชอบจัดทัวร์ไปพักกันก็มีแหล่งขายการ์ตูนเยอะแยะอยู่แล้ว แต่หลังๆ มันจะออกไปทางสายสาว Y รับกระแส Otome Road ที่เขาร่ำลือกันมากกว่า ทำให้สำหรับท่านชาย (แท้ๆ) ที่อยากจะหาของสำหรับตัวเองก็อาจจะหาไม่เจอก็ได้เพราะว่าร้านค้าแถวนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป๋เยอะ อย่างเช่นร้านการ์ตูนประจำของผมในย่านนี้ที่ชื่อว่า “Manga no Mori” เองก็ยังเปลี่ยนชื่อไปเป็นร้านไปเน้นขายแนว BL โดยเฉพาะเลยด้วย (ทั้งๆ ที่ป้ายโฆษณาร้าน Manga no Mori ก็ยังอยู่!! น่าเจ็บใจจริงๆ) และที่สำคัญร้าน Book-Off (ซึ่งผมจะกล่าวถึงในตอนหลัง) ก็กำลังจะไปเปิดที่อิเคะบุคุโระด้วย ทำให้จริงๆ แล้วท่านไม่ต้องออกมาจากย่านนั้นเลยก็ยังได้ แต่ในเมื่อวันนี้เราจะไป NAKANO แล้วผมก็จะขอไปแนะนำต่อครับ

หากนั่งรถไฟสาย Chuo ออกมาแล้วจะเจอหน้าสถานีนี้ครับ

ส่วนถ้ามาทางรถไฟใต้ดินของ Metro จะต้องหยุดที่ป้ายนี้ครับ
สำหรับ NAKANO แล้วก็เป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งถูกแนะนำเอาไว้ในหนังสือไกด์บุ๊คสำหรับชาวการ์ตูนหลายๆ เล่มเหมือนกันครับ แต่บอกตามตรงครับว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วไม่ค่อยมีใครเขาจะมากันหรอกครับ เพราะว่าจริงๆ มันค่อนข้างจะไกลจากเมืองเหมือนกัน ถ้าภาษาบ้านๆ สำหรับผมก็คือว่า “บ้านนอก” เลยแหละครับ สำหรับคนการ์ตูนที่มาที่นี่ต้องตั้งใจมามากๆ เพราะว่ามาแล้วก็จะมีแต่ตึกนี้เท่านั้นไปทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลย แต่ก็เพราะว่าไปทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลยก็เลยสามารถใช้เวลาที่นี่ได้ทั้งวันเหมือนกันครับ ถ้าให้ผมละเลียดดูของตั้งตึกนี้อยู่จนถึงดึกก็สามารถทำได้ครับเพราะของเขาเยอะจริงๆ แต่ว่าส่วนมากอยู่ไม่เคยเกิน 5 โมงซักทีครับ เพราะว่าคนที่ออฟฟิศเรียกให้ไปที่อื่นก่อนทุกที (ฮา) เรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมต้องบอกทุกคนก่อนมาที่นี่ก็คือว่าร้านค้าของที่นี่จะเปิดให้บริการเวลา 12.00 น.เป็นต้นไปนะครับ ถ้าท่านมาก่อนก็ได้แต่มาแกร่วแน่นอน ดังนั้นแล้วไปทำธุระหรือเที่ยวที่อื่นๆ ให้เรียบร้อยช่วงเช้าก่อนแล้วค่อยมาที่นี่ก็ยังไม่สาย

หน้าห้าง Nakano Sunmall ด้านในจะมี Nakano Broadway อีกที
เมื่อท่านมาถึงหน้าสถานี JR Nakano แล้วให้เลี้ยวออกมาทางขวาเพื่อมายัง Nakano Sunmall ครับ ดังนั้นให้ออกมาทางขวาแล้วเดินตรงเข้าไปตามรูปด้านบนทางซ้ายเลยครับ สองข้างทางของ Nakano Sunmall จะเป็นพวกร้านขายของมากมายตั้งแต่ร้านอาหาร เสื้อผ้า เครื่องไฟฟ้า ยา รวมถึงฟาสต์ฟู้ดก็มี เป็นสถานที่ช็อปปิ้งที่ใช้ได้แห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ พอเดินเข้ามาจนสุดห้างก็จะเจอเป็นห้างต่ออีกชั้นนั่นก็คือ Nakano Broadway สำหรับท่านที่ไม่มั่นใจในเส้นทางการเดินเข้าไปสามารถเข้าไปดูได้ที่เวปไซต์นี้ครับ http://bwy.jp/ เขามีบริการจัดทัวร์ด้วย เข้าไปถึงแล้วก็พุ่งขึ้นบันไดเลื่อนไปเลยครับ บันไดเลื่อนจะพาท่านไปถึงชั้น 3 ก่อนเลย

โซน Mandarake และโซนรับซื้อของ
สาเหตุที่ทำให้ผมต้องแนะนำให้คุณมาที่นี่ก็เพราะว่าที่ Nakano Broadway แห่งนี้มีร้าน Mandarake อยู่ครับ และไม่ใช่เพียงแค่ร้านเดียว แต่ว่าเรียกได้ว่าชั้น 3-4 ของที่แห่งนี้เป็นร้าน Mandarake เกือบทั้งหมดเลยก็ว่าได้ครับ ร้าน Mandarake นี้สินค้าทุกอย่างที่ขายในร้านนั้นจะเป็นของมือสองทั้งหมด และที่สาขานี้ซึ่งเป็นสาขาใหญ่ที่สุดนั้นเป็นเพียงสาขาเดียวที่มีการแบ่งแยกแต่ละแผนกออกเป็นแต่ละร้านแยกจากกัน เพราะเรื่องของเรื่องก็คือว่าที่นี่ทาง Mandarake เขาไม่ได้สร้างเอง แต่ว่าอาศัยมาเช่าอยู่ในตึกที่เขาสร้างเอาไว้แล้ว ทำให้มีการแบ่งออกเป็นห้องๆ ดังนั้นแล้วก็เลยทำให้มีการแบ่งสินค้าออกไปตามร้านต่างๆ แยกกันอย่างชัดเจน ในแง่ของหนังสือนั้นก็จะมี 2 ชั้นเหมือนกันครับ คือกลุ่มหนังสือผู้ชาย-ผู้หญิงทั่วไปจะอยู่ที่ชั้น 3 ส่วนพวกหนังสือสำหรับพวก Mania เช่นพวกหนังสือเก่าๆ ,หนังสือฮีโร่,หนังสืออนิเมชั่น ที่เฉพาะทางมากๆ จะไปอยู่ชั้น 4 ครับ แม้ว่าบางเล่มนั้นจะมีอยู่ทั้งสองชั้น แต่ว่าไม่ว่าจะซื้อจากร้านไหนก็ราคาเท่ากันครับ
อนึ่งจริงๆ แล้วมีกูรูท่านหนึ่งบอกผมมาเหมือนกันว่าถ้าอยากจะซื้อหนังสือเก่าจริงๆ แล้วควรจะซื้อที่ร้าน Book Off เพราะว่าจะถูกกว่า และถ้ายิ่งไปถูกสาขาอย่างฮาราจูกุก็จะได้มีโอกาสได้ของดีๆ เยอะ แต่หลังจากเดินสำรวจมาหลายๆ ครั้งแล้วผมกลับรู้สึกว่าที่ Mandarake มันดีกว่า เพราะว่า 1.คือด้วยระบบประเมินราคาขายที่ร้าน Book Off ทำให้หนังสือบางประเภทได้ราคารับซื้อที่ต่ำกว่า ทำให้หนังสือเฉพาะทางที่ผมชอบซื้อมันจะหาไม่ได้ที่ Book Off เพราะว่าไม่มีใครไปขาย 2.Book Off ก็สมชื่อร้านคือมีแต่หนังสือ แต่ว่าที่ Mandarake นั้นนอกจากหนังสือแล้วยังมีของอื่นๆ ด้วย เรียกว่าเดินดูก็เป็นอาหารตาแล้ว ก็เลยทำให้ผมแนะนำ Mandarake ดีกว่า

อย่างซ้ายคือ Mandarake Card ขายการ์ดอย่างเดียว ส่วนขวาคือ Special ขายของเล่นกับ Prize ล้วนๆ
ทีนี้มาส่วนของหนังสือกันบ้าง สำหรับหนังสือประเภทการ์ตูนนั้นก็จะมีด้วยกันหลายแบบในร้าน Mandarake ครับ โดยประเภทแรกพวกยอดฮิตนั้นเขาจะวางอยู่ด้านหน้าครับ แบบว่ามีคนมาขายประจำทำให้มันไม่มีราคาความหายาก มุมนี้ก็เลยจะราคาอยู่ที่ 105 เยนเท่านั้น (คิดดูละกันว่าขายได้ราคาเท่าไหร่) ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าทาง Mandarake ทำมุมนี้มาเพื่อฟัดกับร้าน Book Off ที่การ์ตูนเขาจะเฉลี่ยราคาเท่านี้หมดครับ พอเข้าไปด้านในหนังสือก็จะมีหลายราคาแตกต่างกันไป สำหรับที่สาขา Nakano นี้เขาจะดีตรงที่มีการแบ่งแยกฝากไปเลยสำหรับการ์ตูนผู้ชายและการ์ตูนผู้หญิง ซึ่งแน่นอนว่าการ์ตูนผู้ชายนั้นก็จะรวมไปจนถึงพวก 18+ และสำหรับการ์ตูนผู้หญิงก็จะรวมไปจนถึงพวก BL ด้วย (ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่กล้าเดินเข้าไปโซนนั้นเลยอะ)

- ด้านหน้าคือโซน 105 เยน ส่วนของดีๆ เขาจะใส่เอาไว้ในตู้ (ซึ่งราคาแพงมากๆ)
นอกจากพวกของหนังสือแล้วที่ Nakano นี้ก็มีการขายพวกชุดคอสเพลย์ รวมถึงสินค้าของแถมหายากตามอีเวนท์ต่างๆ ด้วยแน่นอนว่าของพวกนี้ราคานั้นขึ้นอยู่กับความหายาก ยิ่งมีน้อยเท่าไหร่ยิ่งแพง สำหรับท่านที่สนใจคอสเพลย์ โดยส่วนตัวแนะนำว่าอย่าซื้อที่นากาโน่ครับ ตัดกับป้าแถวประตูน้ำถูกกว่าเยอะ (บางทีชุดที่นั่นก็ตัดที่นี่ก็มีนะ) แต่ถ้าจะดูเอาเพลินก็พอไหว นอกจากร้านที่ว่ามาแล้วผมถูกใจร้านนึงมากครับคือร้าน Madarake Omake no Oya (ร้านของแถม) ร้านนี้จะขายแต่พวกของแถมที่มากับสินค้าต่างๆ ครับ เหมือนกันบ้านเราที่สมัยก่อนซื้อขนมแล้วแถมตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา ของแถมเด็ดๆ ที่พูดถึงทีไรก็ร้อง อ้อ อ้อ แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยจะมีใครเก็บเอาไว้ แต่ที่นี่เขาเก็บเอาไว้แล้วเอามาขายกันได้ราคาดีมาก เลยทำให้รู้สึกเสียดายที่บ้านเราไม่มีใครปลุกกระแสให้เห็นความสำคัญของของพวกนี้เท่าไหร่

ด้านซ้ายของ Omake ของแถมล้วนๆ ครับ ส่วนขวาเป็นร้านหนังสือหายาก บางเล่มราคาถึงแสนเยนก็มี

ร้าน Mania จะมี 2 ฝั่งครับ ทางซ้ายเป็นส่วนที่เพิ่มมาใหม่ เอาหนังสือใส่ตู้กระจกเป็นอย่างดี ส่วนขวานั้นเป็นหนังสือเก่ามากๆ ครับ

หนังสือดาราญี่ปุ่น รวมถึงตุ๊กตาก็มีเช่นกัน แต่เชื่อว่าพวกคนเล่นตุ๊กตาคงไม่นิยมเท่าไหร่ เพราะว่าเล่นมือหนึ่งน่าจะดี

พวกเซลอนิเมก็มี ด้านขวานี่เด็ดที่สุดครับคือ Mandarake Micro ขายพวกตุ๊กตุ่นจิ๋วเช่นพวก คินนิคุแมนครับกำลังฮิตมากๆ บ้านเราหาได้ตามร้านขายขนมหน้าโรงเรียน

Mandarake New Special จะเหมือนกับร้าน Special แรกแต่จะเน้นของเล่นมากกว่าครับ แล้วก็มีเจ้าหุ่นหมายเลข 28 อยู่หน้าร้านเป็นสัญลักษณ์
จบเรื่องของร้าน Mandarake เอาไว้ประมาณนี้ก็แล้วกันครับ คือผมเองก็ไม่อาจจะอธิบายออกมาได้หมดว่าแต่ละร้านมันมีอะไรบ้าง เพราะว่าของมันเยอะจริงๆ ก็เลยว่าถ้ามีโอกาสก็อยากให้เพื่อนๆ ได้ไปดูครับ สำหรับท่านที่ไม่มีโอกาสได้มาถึง Nakano นี้ร้าน Mandarake นั้นมียังมีอีกหลายสาขาครับ แต่ว่าผมไม่สะดวกที่จะถ่ายรูปมาเท่าไหร่ เนื่องจากว่าร้านที่อื่นๆ เขาจะอยู่ในพื้นที่เดียวกันหมดแล้วเขาห้ามถ่ายรูป อย่างเช่น Mandarake สาขาที่ Shibuya ซึ่งอยู่ใต้ดินนั้นก็มีของเยอะเช่นเดียวกัน หรือว่าที่เพิ่งเปิดล่าสุดอย่าง Mandarake Complex ที่สาขา Akibahabara นั้นก็มีของเยอะมากพอๆ กับที่ Nakano นี้เพราะว่ามีพื้นที่ตึกถึง 8 ชั้น แต่ว่าจะไม่ค่อยมีของพวกเก่าๆ มากนักมีแต่ของใหม่ๆ เป็นหลัก รวมถึงที่ Ikebukuro ก็มี (แต่นั่นจะเน้นของ Y เป็นหลัก) ก่อนจะจากกันไปผมขอแนะนำร้านโปรดของผมที่ Nakano ให้ดูพอหอมปากหอมคอก็แล้วกันครับ

ร้านนี้อยู่ตรงข้ามกัน
อย่างที่บอกว่าผมพาขึ้น Nakano Broadway มายังชั้น 3 เลย แต่จริงๆ แล้วตึกนี้ชั้นสองก็มีของขายครับ เผลอๆ จะเยอะยิ่งกว่าของ Mandarake เสียอีก ต้องเดินดูเอาเองครับ อย่างสองร้านที่เห็นในรูปนี้จะอยู่ตรงข้ามกันครับ ร้านทางซ้ายนั้นจะมีของขายหลายๆ อย่างมาก ก่อนจะซื้อผมแนะนำว่าควรจะมีราคาในหัวก่อนว่าของที่อยากได้ราคาเท่าไหร่ จะได้รู้ว่าที่ซื้อนั้นถูกจริงๆ ไหม แต่ร้านนี้มักจะมีของดีๆ แปลกๆ มาลดราคาขายเสมอ อย่างเช่นวันนั้นที่ไปผมเจอฟิกเกอร์ Otome Dama ที่ออก Arika จาก My-Otome ขายคู่กับ Tomoe แค่ 2,000 เยนเท่านั้น ถูกมากๆ แต่ว่าผมไม่มีมือจะถือแล้วก็เลยไม่ได้ซื้อมาน่าเสียดาย ส่วนร้านตรงกันข้ามนั้นจะเน้นแต่การขายสินค้าของเล่นเด็กครับ พวกเข็มขัดไรเดอร์,เบย์เบลด,จิ๊กซอว์ เรียกว่าสินค้าเด็กๆ ที่ร้านอื่นในตึกนี้ไม่ขาย ร้านนี้ขายอยู่ร้านเดียวครับ ถ้าใครคิดจะหาของประเภทนี้หาได้จากร้านนี้เท่านั้นครับ จุดเด่นคือมีจิ๊กซอว์อยู่หน้าร้านเยอะ มากี่ปีๆ ก็ไม่เคยเปลี่ยน

Recomint และ Havikoro Toy
อันดับต่อมาเป็นร้าน Recomint ครับ ร้านนี้เป็นพวกร้านขาย DVD อนิเมหรือว่า CD เพลงการ์ตูนมือสอง เน้นย้ำว่าขายแต่การ์ตูนอย่างเดียวครับ ร้านนี้จะเป็นร้านเครือเดียวกับร้าน Fujiya ดังนั้นแล้วจึงสามารถที่จะบัตรสะสมแต้มร่วมกันได้ ราคาขายของพวกนี้รับประกันว่าถูกกว่าร้านทั่วไปแน่ครับ และก็จะมีการแจ้งด้วยครับว่าสภาพแผ่นข้างในเป็นยังไงของแถมครบหรือไม่ จริงๆ แล้วของ Mandarake ก็มีร้านขายแบบนี้ แต่จากการลองวัดราคาดูแล้วก็พบว่าของ Recomint มักจะถูกกว่าครับ อีกหนึ่งร้านที่ผมว่าถูกก็คือร้าน Liberty ที่มีสาขาเยอะที่สุดที่ Akihabara ครับ ซึ่งล่าสุด Liberty ก็มาเปิดที่ Nakano แล้วแต่ว่ามีแต่ฟิกเกอร์มาอย่างเดียวเท่านั้นครับ ส่วนรูปทางด้านขวานั้นคือ Havikoro Toy ครับ ร้านนี้จะมีทั้งของพวกกาชาปอง และพวก Prize ใหม่ๆ ขายเยอะครับ สำหรับกาชาปองนั้นเราจะเลือกได้ว่าเอาเป็นเซ็ทหรือว่าแยกตัวก็ได้ ซึ่งเป็นการวัดความนิยมของตัวละครด้วยราคาครับ อย่างของ K-ON! ที่นึกๆ ว่าของ mio จะแพงสุดกลับกลายเป็นว่ากาชาปองของอาสึเนี้ยวแพงที่สุดครับ แต่ถ้าเทียบราคาค่าเงินแล้วกาชาปองนั้นซื้อที่ฮ่องกงจะถูกกว่าเยอะเลยครับ เพราะว่าที่นั่นด้วยค่าเงินแล้วจะถูกกว่า ติดก็ตรงมีแบบให้เลือกน้อยกว่าเท่านั้นเอง ร้านนี้ยังมีของ Prize ครบชุดแปลกๆ หลายอย่าง แต่ก่อนจะซื้อแนะนำว่าให้สำรวจราคาให้เรียบร้อยก่อนซื้อเพราะว่าโดยพื้นฐานแล้วร้านนี้จะแพงที่สุด ร้านอื่นอาจจะถูกกว่าแต่ว่าได้ไม่ครบก็มี แต่รวมๆ แล้วร้านนี้ของดี ราคาถูกใจครับ

ร้าน Robotron และ Haruya
Robotron ร้านนี้จะอยู่ชั้น 3 ครับ อยู่มุมลึกๆ ในสุดเลย รูปแบบสินค้าจะไม่ค่อยแตกต่างจากร้าน Havikoro มากนัก เพราะว่ามีกาชาปองเหมือนกัน แต่ว่าสินค้าอย่างอื่นมีความหลากหลายมากกว่า เช่นพวกชุดผ้า หรือว่าฟิกเกอร์ รวมถึงของสัพเพเหระอีกมากมาย ผมเคยมาได้ Figma ของ Nanoha,Shana และ Hayate ที่นี่ในราคา 50% ด้วยนะครับ ราคาถูกแบบน้ำตาไหลเลยไม่รู้ว่าได้มาได้ยังไง (ไม่ใช่ของปลอมนะ แม้จะรู้ว่ามีข่าวว่าปลอมกันก็เถอะ) ร้านนี้ถ้ามีโอกาสก็ต้องแวะมาเหมือนกันครับ ส่วนร้านทางขวานั้นเป็นร้านไม้ตายของไม้ตายก่อนจะกลับครับ เป็นร้านหนังสือชื่อ Haruya ครับ เป็นร้านหนังสือปกติที่ไม่ควรจะตั้งอยู่ในนี้ได้ แต่ร้านนี้อยู่ข้างๆ ร้าน Mandarake ที่ขายหนังสือ ดังนั้นถ้าหาหนังสือที่ Mandarake ไม่เจอก็ต้องซื้อที่นี่ในราคาเต็ม + ภาษีแหละครับ
พอเสร็จสมอารมณ์หมายแล้วสิ่งสำคัญต่อจากนี้ก็คือการส่งมันกลับประเทศครับ หากท่านซื้อหนังสือแบบบ้าคลั่งเช่นผมแล้วท่านจะรู้เลยว่าน้ำหนักมันจะเกินแน่นอน เพราะว่าโดยปกติผมซื้อหนังสือทีนึงไม่เคยต่ำกว่า 20 กว่าโล ถ้าขนขึ้นเครื่องบินแล้วก็ไม่ต้องซื้ออย่างอื่นกันพอดี ผมเลยใช้วิธีส่งไปรษณีย์ทางเรือ (Surface) แทน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์ในการขนส่งถึงบ้านเรา สำหรับการซื้อของทาง Nakano นั้นก็ค่อนข้างจะสะดวกมาก เพราะเพียงแค่ออกจากตึกมาทางด้านขวาก็จะเจอไปรษณีย์ใกล้ๆ ครับ แต่ต้องไม่ลืมว่าเขาปิดกันถึงแค่ 5 โมงเท่านั้นซื้อเพลินเกินเวลาส่งไม่ทันก็ไม่รู้จะช่วยยังไงนะครับ

หันหน้าเข้าตึกเดินเข้าไปให้สุดจะอยู่ทางขวาครับ ใกล้มากๆ

ส่วนมากเป็นหนังสือกันดั้มครับ งวดนี้ถือว่าซื้อน้อย
ส่วนค่าเสียหายในครั้งนี้ ที่ยอมแบกกลับมาเอง มี Into the Sky รวมภาพของอ.ฮารุฮิโกะ มิกิโมโต้,Unicorn Guide Book สำหรับทำงานปีหน้า,หนังสือกันดั้ม 1 ปีของ Gakken,รวมภาพของอ.คิตาสึเมะ คนเขียน CDA,Masterpiece of DoubleZZ ของ Softbank,รวมภาพ Fusion Work ของ Volk ที่ปั้นในกันดั้มให้ BANDAI พวกนี้ไม่ได้ส่งพัสดุกลับมาเพราะเล่มใหญ่เปลืองพื้นที่ (ซึ่งที่ส่งกลับมาจะมีพวก Light Novel ซะเยอะ หนักมาก ^_^) เอาเป็นว่าขอลาใน Entry นี้ไปเท่านี้ก็แล้วกันครับ

ปิดท้ายกันด้วย Mobip ของ K-ON! ที่ออกมาครบวงแล้ว